Fasting กับร่างกายของเรา: ไม่ใช่แค่งดอาหาร ไม่ใช่แค่ลกน้ำหนัก แต่คือการตั้งใจดูแลตัวเองในอีกมิติหนึ่ง

Last updated: 21 ก.ค. 2568  |  243 จำนวนผู้เข้าชม  | 

ลดน้ำหนัก,IF,Intermittent Fasting,อดอาหาร,วิธีลดน้ำหนัก,ตาราง IF,สูตร IF,IF 16/8,IF 18/6,กินคลีน,สุขภาพดี,ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก,อาหารลดน้ำหนัก

Fasting กับร่างกายของเรา: ไม่ใช่แค่งดอาหาร แต่คือการตั้งใจดูแลตัวเองในอีกมิติหนึ่ง

เวลาคนไข้ถามหมอเรื่อง Intermittent Fasting (IF) หมอมักเริ่มด้วยการบอกว่า...มันไม่ใช่การ “อดอาหาร” เพื่อทรมานตัวเองนะคะ แต่คือการออกแบบช่วงเวลาที่เราจะ “กิน” ให้สอดคล้องกับกลไกธรรมชาติของร่างกายต่างหาก

Fasting เป็นเรื่องของ “เมื่อไหร่จะกิน” มากกว่า “จะกินอะไร” และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันพิเศษ

รูปแบบของ Fasting ที่คนทำบ่อย
จริงๆ แล้วมีหลายแบบค่ะ แต่ถ้าพูดถึงวิธีที่เข้าใจง่ายและคนนิยมกันเยอะ หมอขอสรุปเป็นแบบนี้

  • 16/8 Method:
    งดอาหาร 16 ชั่วโมง แล้วมีเวลา 8 ชั่วโมงสำหรับมื้ออาหาร เช่น เริ่มกินเที่ยง หยุดกินสองทุ่ม เหมาะมากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มค่ะ
  • 5:2 Diet:
  • กินตามปกติ 5 วัน อีก 2 วัน (ที่ไม่ติดกัน) กินแคลอรี่น้อยลง เหลือประมาณ 500–600 แคลอรี่
  • Eat-Stop-Eat:
    งดอาหาร 24 ชั่วโมง สัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง เช่น กินข้าวเย็นวันนี้ แล้วไปกินอีกทีเย็นวันรุ่งขึ้น
  • OMAD (One Meal A Day):
    อันนี้จะเหมาะกับคนที่มีประสบการณ์กับ Fasting มาระดับหนึ่งแล้วค่ะ คือกินเพียงวันละมื้อเดียว
    ซึ่งหมอเอง…ตอนนี้ก็กำลังทำอยู่แบบนี้ค่ะ

หมอเริ่มจาก 16/8 มาสักพัก แล้วค่อยๆ ปรับจังหวะของร่างกายจนวันนี้สามารถกินวันละมื้อเดียวได้อย่างรู้สึกสมดุล ไม่หิว ไม่ทรมานเลยค่ะ กลายเป็นว่าร่างกายทำงานได้ดี สมองใส มีสมาธิมากขึ้นกว่าตอนกิน 3 มื้อด้วยซ้ำ รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่แค่เรื่องน้ำหนัก แต่มันคือ “ความเบาสบายจากภายใน” จริงๆ


แล้ว Fasting ดีต่อร่างกายยังไง?
หมอเข้าใจว่า หลายคนเริ่มจาก “อยากผอม” แต่พอทำไปจริงๆ กลับได้มากกว่านั้น

  • ช่วยลดน้ำหนักและไขมันสะสม
    เพราะร่างกายเปลี่ยนมาใช้ไขมันเป็นพลังงาน เมื่อไม่มีอาหารใหม่เข้ามาเติม
  • อินซูลินทำงานดีขึ้น
    ระดับน้ำตาลในเลือดคุมง่ายขึ้น ลดความเสี่ยงเบาหวานชนิดที่ 2
  • เปิดสวิตช์การซ่อมแซมตัวเองของเซลล์ (Autophagy)
    เป็นเหมือนระบบทำความสะอาดภายในร่างกาย กำจัดของเสียระดับเซลล์ ช่วยให้เซลล์ทำงานดีขึ้น
  • ลดการอักเสบเรื้อรัง
    การอักเสบแบบเรื้อรัง คือหนึ่งในต้นตอของโรคหลายชนิดค่ะ เช่น ความดันสูง โรคหัวใจ หรือ แม้แต่บางโรคทางสมอง
  • บำรุงสมองและอารมณ์
    มีงานวิจัยพบว่า การทำ Fasting อาจกระตุ้น BDNF ซึ่งเป็นโปรตีนที่ช่วยให้เซลล์ประสาทเติบโตและซ่อมแซมตัวเองได้ดีขึ้น
  • ส่งผลดีต่อหัวใจ
    ช่วยลด LDL (ไขมันตัวร้าย) ลดไตรกลีเซอไรด์ และความดันโลหิต
  • อาจชะลอวัยได้ในระดับเซลล์
    เพราะมันเป็นการพักงานระบบย่อยอาหารชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายหันไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

มาทำความเข้าใจกันให้ลึกอีกนิด
เวลาร่างกายเราไม่ได้รับอาหารนานเกิน 10–12 ชั่วโมงขึ้นไป มันจะเริ่มเข้าสู่โหมดที่เรียกว่า “เปลี่ยนแหล่งพลังงาน” จากกลูโคส → ไปสู่ไขมัน เมื่อกลูโคสในเลือดและไกลโคเจนที่สะสมเริ่มหมดไป ร่างกายจะสลายไขมันที่เก็บไว้ มาใช้เป็นพลังงานแทน ผลพลอยได้คือเกิด "คีโตนบอดี้" ที่สมองสามารถใช้เป็นพลังงานได้ดีอย่างน่าทึ่ง

  • อินซูลินลดลง ซึ่งหมายความว่า ร่างกายจะเข้าถึงไขมันสะสมได้ง่ายขึ้น และยังทำให้เซลล์ไวต่ออินซูลินมากขึ้นด้วย ช่วยป้องกันภาวะดื้ออินซูลินในอนาคต
  • โกรทฮอร์โมนเพิ่มขึ้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างกล้ามเนื้อ การซ่อมแซมร่างกาย และการคงความหนุ่มสาวในระดับฮอร์โมน
  • นอร์อะดรีนาลีนพุ่งสูงขึ้นเล็กน้อย ทำให้ร่างกายตื่นตัว มีพลัง และเผาผลาญดีขึ้นอีก


Autophagy: รีไซเคิลเซลล์ เสริมพลังความอ่อนเยาว์
ชื่ออาจฟังดูวิชาการ แต่หมอชอบเรียกมันว่า "ระบบรีไซเคิลของร่างกาย" ค่ะ เมื่อเราเว้นช่วงการกินนานพอ เซลล์จะเริ่มเคลียร์ของเสีย ทั้งโปรตีนที่เสื่อมสภาพ ไวรัส หรือแบคทีเรียที่แอบซ่อนอยู่

ร่างกายจะไม่ทิ้งของเสีย แต่เอากลับมาใช้ใหม่ ทำให้เราดูสดใสขึ้นทั้งภายในและภายนอก
และที่สำคัญ มันอาจเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความเสื่อมของร่างกายที่ลึกกว่าการทาครีม หรือฉีดวิตามิน


ระวังนิดนะคะ ไม่ใช่ทุกคนควรเริ่ม Fasting เอง
แม้ว่า Fasting จะฟังดูเป็นธรรมชาติและมีประโยชน์ แต่หมออยากเตือนว่า “มันไม่ใช่ทางลัด” และ “ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับมัน” กลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยง:

  • หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมลู
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่ต้องใช้อินซูลินหรือยาลดน้ำตาล
  • ผู้ที่มีประวัติการกินผิดปกติ (Eating Disorder)
  • เด็ก และวัยรุ่นที่ยังต้องการสารอาหารในการเติบโต

ถ้าคุณไม่แน่ใจว่าร่างกายพร้อมหรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเริ่มนะคะ
หมออยากให้คุณ เริ่มอย่างปลอดภัย และยั่งยืนในแบบของคุณ

จากประสบการณ์ตรงของหมอเอง:
หมอเลือกทำ Fasting เพราะอยากดูแลสุขภาพในแบบที่เรียบง่าย ไม่ต้องพึ่งพาอะไรซับซ้อน
วันนี้หมอเลือก OMAD—กินเพียงมื้อเดียวต่อวัน
ไม่ได้รู้สึกหิวทรมาน แต่กลับรู้สึก “เคลียร์” ทั้งสมองและร่างกาย
เหมือนได้คืนพื้นที่ภายในให้ระบบต่างๆ ได้พัก ได้ฟื้น และได้ซ่อมแซมในจังหวะธรรมชาติที่ควรจะเป็น

ขอเพียงแค่เริ่มจากความเข้าใจ
แล้วคุณจะพบว่า Fasting ไม่ใช่แค่เรื่องของอาหาร แต่มันคือเรื่องของ “ความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นกับร่างกายของตัวเอง” ค่ะ

Powered by MakeWebEasy.com